วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เลซิติน (Lecithin)

เลซิตินเป็นสารธรรมชาติที่ประกอบด้วยฟอสฟอรัสกับไขมันบางชนิด และวิตามินในกลุ่มวิตามินบี ไม่สำคัญว่าเลซิตินประกอบด้วยสารใดบ้างแต่สิ่งสำคัญคือเลซิตินเป็นหน่วยพื้นฐานในทุกๆเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ที่สำคัญไปกว่านี้ก็คือเลซิตินนั้นช่วยจับไขมันและคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ด้วยคุณสมบัติอันน่ามหัศจรรย์ของเลซิติน คือ การที่เลซิตินสามารถละลายในได้ทั้งน้ำและไขมัน เลซิตินจึงละลายอยู่ในกระแสเลือดแล้วคอยจับเอาไขมัน หรือคอเลสเตอรอลที่ล่องลอยอิสระในกระแสเลือดและไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดไว้ ด้วยวิธีนี้ของเลซิตินจึงทำความสะอาดระบบหมุนเวียนโลหิตได้ ส่วนประกอบที่พบมากที่สุดในเลซิตินคือ สารฟอสฟาติดิลโคลีน (phosphatidylcholine) ซึ่งเป็นแหล่งอาหารอันอุดมไปด้วยสารโคลีน  โคลีนจัดเป็นสารประกอบในกลุ่มของวิตามินบี ที่มีความสำคัญคือเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารสื่อประสาทในสมองของเราสารดังกล่าวคือ อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine)


        เลซิตินมีส่วนช่วยป้องกันภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือด เป็นแหล่งของวิตามินบี และโคลีน ช่วยเพิ่มประสิทธิาพในการทำงานของสมอง และระบบประสาท ขนาดรับประทานที่แนะนำเพื่อบำรุงสมองคือ 1,200 - 2,400 มิลลิกรัม ถ้ารับประทานเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอสในกระแสเลือดต้องได้รับวันละ 2,400 - 3,600 มิลลิกรัม และตามรายงานนั้นจะต้องเพิ่มขนาดรับประทานเป็นวันละ 10 กรัมทีเดียวเพื่อเพิ่มปริมาณของเลซิตินในน้ำดีและรักษาอาการนิ่ว แหล่งอาหาร  เลซิตินสามารถพบได้ในอาหารหลากชนิดจากผลิตภัณฑ์ทั้งพืชและสัตว์ เช่น ซอสถั่วเหลือง ข้าวโพด เมล็ดฝ้าย เรพสีด กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อสัตว์ ปลา บริวเวอร์ยีสต์ รวมทั้งไข่แดง นม สมอง ตับ ไตและกล้ามเนื้อ  เลซิตินยังพบขายอยู่ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกด้วย เลซิตินที่ทำจากถั่วเหลืองนั้นนับเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกด้วย เลซิตินที่ทำจากถั่วเหลืองนั้นนับเป็นผลิตภัณฑ์ที่พบได้ทั่วไปในท้องตลาดมากที่สุด ฟอสฟาติดิลโคลีน (Phosphatidylcholine) เป็นสารสำคัญที่พบในเลซิติน ซึ่งสารนี้จะให้วิตามินบีชนิดหนึ่ง เรียกว่า โคลีน สารโคลีนเป็นสารต้นตอในการสังเคราะห์สารสื่อรประสาท อะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) ส่วนประกอบอื่น ๆ ของเลซิติน ได้แก่ ฟอสฟาติดิลอิโนซิทอล ฟอสฟาติดิลเอททาโนลามีน กรดไลโนเลอิก ฯลฯ


ประโยชน์ของเลซิติน

ช่วยป้องกันและสลายโคเลสเตอรอล หรือไขมันที่อุดตันในหลอดเลือด จึงนิยมในกันมากในผู้ที่มีปัญหาไขมันอุดตันในหลอดเลือด 
Phosphaticylcholine ซึ่งให้สารโคลีน เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประเภท อะเซททิลโคลีน จะช่วยให้ความจำและความสามารถในการเรียนรู้ดีขึ้น ช่วยให้การทำงานของตับมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการอุดตันของถุงน้ำดี (Gall Stones)ให้สารอิโนซิทอล (Inositol) ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาท ทำให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น 



ขอบคุณข้อมูลจาก : alternateinfo.com / bangkokhealth.com / Sanook.com











วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

วิตามิน สำคัญอย่างไร

จะรู้ได้อย่างไรว่าควรรับประทานวิตามินเสริม
เลือดออกตามไรฟัน เป็นตะคิว เหน็บชา มีภาวะติดเชื้อบ่อย ๆ ภูมิแพ้ เป็นหวัด ไม่สดชื่นหรือหลับไม่สนิท อาการเหล่านี้อาจมีภาวะขาดวิตามิน
ภาวะการขาดวิตามินเอ
การขาดวิตามินเอจะทำให้เกิดอาการตาบอดกลางคืน ตาแห้ง ผิวหนังแห้งแตก ผิวหนังเป็นตุ่มเล็กๆ รอบรูขุมขน และผมหลุดลอก ความต้านทานเชื้อโรคลดลง การเจริญเติบโตช้า


วิตามิน เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่พบในอาหาร เป็นสารที่ร่างกายต้องการในปริมาณเล็กน้อย เพื่อช่วยทำให้การทำงานทางเมทาบอลิกต่าง ๆ เป็นไปอย่างปกติ ทั้งยังช่วยในการป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับการบกพร่องต่าง ๆ เป็นสารที่ร่างกายสร้างได้น้อย หรือไม่ได้เลย จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น โดยวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายพื้นฐานมี 13 ชนิด ได้แก่

วิตามินที่ละลายได้ในไขมัน คือ วิตามิน เอ ดี อี เค 
วิตามินที่ลาลายในน้ำ คือ วิตามิน บี1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี12 โฟลิค แอซิด ไบโอติน และวิตามิน ซี
ช่วยควบคุมกระบวนการเมทาบอลิซึม (Metabolism) ของสารต่าง ๆ ในร่างกาย โดยทำหน้าที่เป็นสารช่วยการทำงานของเอนไซม์ (Co-enzyme) ทำหน้าที่เป็นารช่วยเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการสร้างพลังงานของร่างกายสามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นปกติ
ช่วยสร้างโครงสร้างของเนื้อเยื่อ กระบวนการสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย วิตามินบางชนิดของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย 
ช่วยป้องกันอาการ และโรคต่าง ๆ  ที่เกิดจากการขาดวิตามิน
ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่จะเข้ามาทำลายเนื้อเยื่อต่าง ๆ  ของร่างกาย และอาจเป็นสาเหตุในการก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ 
ช่วยป้องกันและฟื้นฟูสภาวะร่างกาย และจิตใจโดยรวม  จากโรคต่าง ๆ  โดยการช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย เพื่อใช้เป็นเกราะในการป้องกันโรค  และปรับสภาพจิตใจให้สดชื่นรวมทั้งต้านความเหนื่อยล้า
วิตามินดี 2 หรือ แคลซิเฟอรอล (calciferol) ได้จากเออโกสเตอรอลในพืช
วิตามันดี 3 หรือ activated cholesterol ได้จาก 7-ดีไฮโดรคอเรสเตอรอล (7-dehydrocholesterol) จากสัตว์ ร่างกายเปลี่ยนสาร
สเตอรอลดังกล่าวให้เป็นวิตามินดีได้อย่างเพียงพอ เมื่อได้รับแสงอุลตร้าไวโอเลต (ultraviolet) ในแสงแดดตอนเช้า พบมากในตับ 
น้ำมันตับปลา ไข่แดง น้ำนม เนย
ภาวะการขาด
ถั่วเมล็ดแห้ง ไข่แดง ไขมันนม
ทำให้เม็ดเลือดแดงเปราะ และเป็นโรคโลหิตจาง หญิงมีครรภ์ที่ขาดวิตามินอี อาจแท้งได้ง่าย
พืชผักที่มีใบสีเขียวอื่นๆ ผักกระเฉด ผักโขม กะหล่ำปลี หญ้าอัลฟัลฟ่า บร็อคโคลี่ หน่อไม้ฝรั่ง และสาหร่ายทะเล
น้ำมัน เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดคำฝอย น้ำมันตับปลา
ตับหมู
น้ำนม และผลิตภัณฑ์จากนม (dairy product) เช่น เนย (butter) เนยแข็ง (cheese) โยเกิร์ต
ไข่แดง
โมลาส (molasse)
เนื่องจากการดูดซึมเหล็กบกพร่อง อาจมีภาวะโลหิตจางได้ ซึมเศร้า อ่อนเพลีย
ร่างกายก็จะได้รับไทแอมินพอประมาณ
ที่ได้รับผลกระทบจากการที่ร่างกายได้รับไทแอมินไม่เพียงพอ แบ่งออกเป็น โรคเหน็บชาในเด็ก (infantile
beriberi) และโรคเหน็บชาในผู้ใหญ่ (adult beriberi)
ถั่ว
ผักใบเขียว เช่น หน่อไม้ฝรั่ง คะน้า บร็อกเคอรี ผักบุ้งจีน
มองไม่ชัด
การขาดไนอะซินจะทำให้เกิดโรคเพลลากรา (pellagra) จะมีอาการเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ผิวหนัง และระบบประสาท
อาการเกี่ยวกับทางเดินอาหาร คือ ปากและลิ้นอักเสบ แสบร้อนในคอ เบื่ออาหาร ท้องอืดแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้
อาเจียน หรือท้องเดิน
อาการทางผิวหนัง คือผิวหนังอักเสบแบบเดียวกันทั้งสองด้านของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดด ความร้อน 
เช่น ที่มือ แขน หน้า ลำคอ และเท้า ตอนแรกจะเป็นผื่นแดงคล้ายถูกแดดเผา ถ้าไม่รีบรักษาจะทำให้ผิวหนังอักเสบมากขึ้น
มักจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ในรายที่เป็นเรื้อรังผิวจะหนา เป็นร่อง มีสีเข้มขึ้น แห้งแตกเป็นเกล็ด ลอก และมีสะเก็ด
เป็นบริเวณกว้าง
อาการทางระบบประสาท จะมีอาการปวด มึนศีรษะ หงุดหงิด นอนไม่หลับ กังวล ซึมเศร้า ความจำเสื่อมและสับสน มีอาการ
แบบประสาทหลอน หากเป็นมากอาจวิกลจริต หรือมีความพิการทางสมอง
เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกไฮโดรไลซ์ที่ลำไส้เล็กด้วยเอนไซม์แอลคาไลน์ฟอสฟาเทสและแอมิเดส ได้เป็นกรดแพนโททินิกอิสระ
การดูดซึมต้องอาศัยตัวพา
ปวดแสบปวดร้อนที่เท้า ขาจะแข็งและอ่อนแรง
อาหารที่มีไบโอตินมากที่สุด ได้แก่ ตับ ไต น้ำนม ไข่แดง และยีสต์ นอกจากนี้ยังมีมากในผักและผลไม้สด
หลายชนิด อาหารที่มีไบโอตินน้อยมาก คือ เนื้อสัตว์ เมล็ดธัญพืช และผลิตผลจากข้าวและแป้ง
(hallucination)
จมูก ปาก และ บริเวณอวัยวะเพศ ผิวคล้ำ และเป็นจ้ำ การรับสัมผัสทางผิวพรรณผิดปกติ (sensitivity to touch)
และการเผาผลาญไขมันน้อยลง กลไกการทำงานของวิตามินไบโอตินในร่างกาย (mechanism of action in our body)
ที่มา : ศูนย์เครือข่ายข้อมูลอาหารครบวงจร

ประโยชน์ของวิตามินที่มีต่อสุขภาพร่างกาย

ชนิดของวิตามิน และประโยชน์ที่มีต่อสุขภาพ

กลุ่มวิตามินที่ละลายในน้ำมัน (Fat-soluble vitamins) ได้แก่

วิตามิน เอ (Vitamin A)   เสริมสร้างความสมบูรณ์ของระบบผิวพรรณ ระบบย่อยอาหาร  ระบบทางเดินหายใจ   ช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างกระดูกและฟัน  ช่วยให้ร่างกายมีความต้านทานไม่เป็นหวัด จะพบมาในน้ำนม เนย เนยแข็ง ตับ น้ำมันตับปลา และโปรวิตามินในผักผลไม้ที่ีมีสีเหลือง หรือสีส้ม เช่น มะละกอสุก  มะม่วง กล้วยสุก ฟังทอง และแครอท
วิตามิน ดี (Vitamin D)  มีส่วนสำคัญในการเพิ่มการดูดซึมและการนำไปใช้ประโยชน์ของแคลเซียม และฟอสฟอรัสในร่างกาย  ซึ่งเป็นความต้องการในการเสริมสร้างกระดูก ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมบริเวณลำไส้ ควบคุมปริมาณแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสเลือด ช่วยในการทำงานของเอนไซม์ของเนื้อเยื่อของระบบนำส่งแคลเซียม เสริมการบำรุงกระดูกและฟัน  ฟื้นฟูสภาวะกระดูกพรุ่น (Osteoporosis)
วิตามินดี จัดเป็นสารในกลุ่มสเตอรอล มี 2 ชนิดที่มีความสำคัญ คือ
การขาดวิตามินดีทำให้กระดูกอ่อน กระดูกโปร่งบาง ในผู้ใหญ่
วิตามิน อี (Vitamin E)  เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยป้องกันการทำลายของเนื้อเยื่อไขมัน และวิตารมินเอ จากกระบนการออกซิเดชั่น (Oxidation) มีส่วนชวยควบคุมความดันโลหิต ระบบสืบพันธุ์  และการหดตัวของกล้ามเนื้อให้เป็นไปอย่างปกติ  ป้องกันโรคหัวใจ และโรคมะเร็งบางชนิด เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย บำรุงสุขภาพผิวพรรณ และชะลอริ้วรอยของความแก่ชรา  ช่วยชฟื้นฟูอาการข้ออักเสบ
แหล่งอาหาร ผักใบเขียว เมล็ดธัญพืชทั้งเมล็ด จมูกข้าว ข้าวสาลี ข้าวกล้อง ข้าวนึ่ง น้ำมันพืช โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม (palm oil) และ
ปริมาณควรได้รับวันละ 8-10 หน่วยสากล (International unit, IU)
ประโยชน์
ทำให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรง ไม่เป็นหมัน ป้องการแท้ง และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ป้องกันการหืน (rancidity)
อาการขาด พบได้น้อย เนื่องจากวิตามินอีมีในอาหารทั่วไป และร่างกายสะสมไว้ได้ อาการขาดอาจพบในเด็กคลอดก่อนกำหนด
วิตามิน เค (Vitamin K)  เป็นวิตามินที่มีส่วนในการช่วยสร้าง และซ่อมแซมกระดูก บำรุงกระดูกให้แข็งแรง  ช่วยฟื้นฟูสภาวะกระดูกพรุน  (Osteoporosis) มีส่วนในการป้องกันมะเร็งเต้านม รังไข่ ลำไส้ กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ  ตับ ไต และยังมีส่วนช่วยในการบำรุงตับ และหัวใจ
อาหารที่มีวิตามินเค ได้แก่
นอกจากร่างกายจะได้รับวิตามินเคจากอาหารที่รับประทานแล้ว ยังสามารถผลิตขึ้นเองได้จากแบคทีเรียโพรไบโอติก (probiotic) ที่อยู่ในลำไส้ ถ้าร่างกายได้รับนมเปรี้ยวพร้อมกับอาหารจะทำให้ร่างกายสามารถสร้างวิตามินเคได้ในปริมาณที่พอเพียงกับความต้องการ นอกจากนี้อาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวและอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำจะไปเพิ่มปริมาณของวิตามินเคที่ผลิตขึ้นโดยแบคทีเรียในลำไส

ประโยชน์ของวิตามินเคต่อร่างกาย
วิตามินเคจำเป็นสำหรับการสร้างโปรทรอมบิน (prothrombin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ตับสร้างขึ้น เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ฟอสโฟริเลชัน ( phosphorylation) ในร่างกาย ช่วยในการทำงานของตับให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจำเป็นในการแข็งตัวของเลือด
 ภาวะการขาดวิตามินเค
การขาดวิตามินเค มักพบในเด็กทารกและเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เพราะเด็กไม่สามารถย่อยและดูดซึมไขมันได้ดี และในลำไล้ยังไม่มีแบคทีเรียที่จะสร้างวิตามินเคได้ ประกอบกับเด็กจะได้รับวิตามินเคในปริมาณที่น้อยมากจากน้ำนมแม่เพราะจะมีปริมาณเพียงหนึ่งในสี่ที่มีในน้ำนมวัว ดังนั้น 2-3 วันแรก อาจทำให้เด็กมีอาการตกเลือดที่ผิวหนังได้ง่าย อาการที่พบคือ มีเลือดออกทั่วๆ ไปตามผิวหนัง ในสมอง ซึม กระสับกระส่าย ร้องกวน ไม่ดูดนม อาเจียน ไม่ค่อยรู้สึกตัว ชักหมดสติ กระหม่อมด้านหน้าโป่งตึง อัมพาตหรือเสียชีวิตได้ เพื่อป้องกันการขาดวิตามินเคแพทย์มักฉีดวิตามินเคให้กับทารกโดยตรงหลังคลอดแล้ว 2 มิลลิกรัม หรือฉีดยาวิตามินเคให้มารดาก่อนคลอดหนึ่งสัปดาห์ขนาด 1-2 มิลลิกรัมทุกวัน หรือฉีดเข้าเส้นโลหิตมารดา 2 มิลลิกรัมก่อนคลอด 8-24 ชั่วโมง
ในผู้ใหญ่มักไม่พบการขาดวิตามินเค ยกเว้นในรายที่มีการอุดตันของทางเดินน้ำดี ซึ่งทำให้มีการย่อยและดูดซึมไขมันได้ไม่ดี และในคนที่ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นประจำ ซึ่งมีผลในการทำลายแบคทีเรียที่สังเคราะห์วิตามินเคในลำไส้ทำให้ไม่สามารถ สังเคราะห์วิตามินเคได้ตามปกติ ภาวะการขาดวิตามินทำให้การแข็งตัวของเลือดเกิดขึ้นช้ากว่าปกติ เนื่องจากมีระดับของ โปรทรอมบินและโปรตีนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดในพลาสมาต่ำ มีผลทำให้โลหิตไหลไม่หยุด หรือหยุดยากเวลามีบาดแผล เลือดแข็งตัวช้า หรือเลือดกำเดาออก มีการตกเลือด หรือเลือดออกภายใน เช่น ในลำไส้เล็ก เลือดออกมากับปัสสาวะ เลือดออกที่ตา เลือดออกหลังผ่าตัด หรือคลอดก่อนกำหนด

กลุ่มวิตามินที่ละลายน้ำ (Water-soluble vitamins) ได้แก่
วิตามิน ซี (Vitamin C) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพเสริมสร้างภูมิต้านทานร่างกาย ป้องกันและลดอาการของโรคหวัด  ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น  ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน  บำรุงสุขภาพเหงือก  มีส่วนในการฟืั้นฟูและบรรเทาอาการหอบหืด  รวมทั้งป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด และโรคหัวใจ  ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง  สามารถทนและต้านทานต่อสภาวะเครียด  สร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน (Collagen) มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูบาดแผล เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับหลอดเลือด
แหล่งที่พบพบมาก ได้แก่ ในผัก และ ผลไม้สด เช่น ผลไม้ตระกูลส้ม (citrus) ฝรั่ง เชอรี มะขามป้อม ผักบุ้งจีน
ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน 60-90 มิลลิกรัม
ภาวะการขาด ทำให้เกิดโรคลักปิดลักเปิด บาดแผลหายช้า ปวดกระดูกและข้อ เส้นเลือดเปราะ เป็นรอยฟกซ้ำ เลือดออกตามไรฟัน 
วิตามิน บี1 (Vitamin B1)  ช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์ของการสร้างเม็ดเลือด และการไหลเวียนของเลือดภายในร่างกาย ช่วยในกระบวนการนเมทาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดร บำรุงระบบประสาท  ช่วยฟื้นฟู และป้องกันอาการเหน็บชา  อันเนื่องมาจากการขาดวิตามิน บี1  ช่วยให้เจริญอาหาร ปรับสมดุลของระบบย่อยอาหารแหล่งของวิตามินบีหนึ่ง
ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินบีหนึ่งได้ จำเป็นต้องได้จากอาหารแหล่งอาหารที่มีวิตามินบีหนึ่งมากได้แก่
จากสัตว์ : เนื้อหมู, ปลา, ไก่, ตับไข่
จากพืช : ถั่วเมล็ดแห้ง, เมล็ดข้าว ( whole grains)
ในอาหารจำพวกผักและผลไม้ ถึงแม้ว่าจะมีปริมาณของไทแอมินน้อย แต่ถ้าคิดจากที่กินในแต่ละวันแล้ว 
ภาวะผิดปกติ/ภาวะเป็นโรค
โรคเหน็บชา
การขาดไทแอมินอย่างรุนแรงจะมีอาการทางคลินิกของโรคเหน็บชาซึ่งมีหลายแบบขึ้นอยู่กับอายุและอวัยวะ
วิตามิน บี2 (Vitamin B2)  ช่วยเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วยการเจริญเติบโตของร่างกายให้เป็นไปได้อย่างปกติ  ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก ช่วยในการบำรุงเลนส์ตา  และมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดต้อกระจก
แหล่งของวิตามินบีสอง อาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินบีสอง ได้แก่
ภาวะการขาดวิตามินบีสอง
การขาดวิตามนิบีสอง ทำให้เป็นโรคปากนกกระจอก อาการมีแผลที่มุมปาก ริมฝีปากแห้งแตก ระคายเคืองตา ไม่กล้าสู้แสงสว่าง
วิตามิน บี3 (Vitamin B3)  มีส่วนช่วยระบบไหลเวียนของเลือด บำรุงผิวพรรณ  ช่วยในการทำงานของระบบประสาท   และกระบวนการเมทาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน  และไขมัน  ช่วยในการลดระดับโคเลสเตอรอล เพิ่มประสิทธิภาพของยาลดไขมันในเลือด  ช่วยในการบวนการหลั่งน้ำย่อย  น้ำดีของร่างกายให้เป็นปกติ  ช่วยในกระบวนการสังเคราะห์ฮอร์โมน อาจมีส่วนช่วยในการคลายความซึมเศร้า และพฤติกรรมก้าวร้าว
ภาวะการขาด
แหล่งของไนอะซินในอาหาร
ไนอะซินพบมากในอาหารที่มีโปรตีนสูง ได้แก่
วิตามิน บี5 (Vitamin B5)  มีส่วนช่วยในการคลายเครียด บำรุงประสาท  ช่วยในการสร้างฮอร์โมนของต่อหมวกไต เสริมสร้างภุมิต้านทาน ช่วยในกระบวนการเมทาบอลิซึมของไขมัน คาร์โบไฮเดรต  และโปรตีน มีส่วนช่วยในการบำรุงสุขภาพของเส้นผม และเล็บ
แหล่งที่พบ
พบมากในเนื้อสัตว์ ธัญชาติ ไข่ น้ำนม และผักสดบางชนิด กรดแพนโททินิกที่พบในอาหารมักอยู่ในรูปของโคเอนไซม์เอ 
วิตามิน บี6 (Vitamin B6)  มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง  ช่วยให้ระบบการทำงานของสมองเป็นไปได้อย่างปกติ  และมีประสิทธิภาพ เป็นสารที่ต้องนำมาใช้ในกระบวนการสังเคราะห์สายพันธุกรรม  อาร์เอ็นเอ (RNA) และ ดีเอ็นเอ (DNA) มีส่วนป้องกันการเกิดดรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจ  และหลอดเลือด  ช่วยในภาวะอาการซึมเศร้า  อาการนอนไม่หลับ  อาการต่าง ๆ ของสตรีก่อนการมีประจำเดือน  มีส่วนช่วยลดความถี่ในการเกิดและฟื้นฟูอาการหอบหืดในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด ทั้งนี้อาจมีการใช้ร่วมกับยาในการรักษาหอบหืด
วิตามิน บี12 (Vitamin B12)  ช่วยบำรุงปลายประสาท  มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ป้องกันและฟื้นฟูผู้ป่วยโรคโลหิตจางที่มีสาเหตุมาจากการขาดวิตามิน บี12 (Penicious anemia) ทำงานร่วมกับวิตามินบี อื่น ๆ  และโฟลิค  แอซิด ในกระบวนการสังเคราะห์สารพันธุกรรมดีเอ็นเอ  (DNA) ช่วยบำรุงหัวใจ  นอกจากนั้น ยังมีส่วนช่วยในกระบวนการเมทาบอลิซึมของโปรตีน  ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต  ช่วยในกระบวนการสร้างพลังงานให้กับร่างกาย
แหล่งที่พบ วิตามินบีสิบสองพบมากใน ตับ น้ำนม ไข่ ปลา เนื้อสัตว์ต่างๆ
ภาวะการขาดวิตามินบีสิบสอง
ทำให้เกิดโรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงใหญ่ เยื่อหุ้มประสาทถูกทำลาย มีอาการทางประสาท ชา และ
โฟลิค แอซิด (Folic acid)  
      ช่วยเสริมสร้างและคงสภาพของสารรหัสพันธุกรรมต่าง ๆ  ของเซลล์ร่างกาย  ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายที่เป็นปกติ  โดยการทำงานร่วมกับวิตามินบี3 วิตามินบี 12 และวิตามินดี ช่วยในกระบวนการแบ่งเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน อาร์เอ็นเอ (RNA) และ ดีเอ็นเอ (DNA)  ช่วยบำรุงและเสริมสร้างเม็ดเลือด
      ช่วยในภาวะโลหิตจาง (Anemia) มีส่วนในการพัฒนาการของทารกให้สมบูรณ์  บำรุงสมอง  และระบบประสาท ช่วยคลาดความวิตกกังวล ซึมเศร้า และนอกไม่หลับ นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันการเกิดแผล และมีส่วนเพิ่มการหลั่งน้ำนม  ในภาวะสตรีที่ให้นมบุตร  (Lactation) พบว่าภาวะการที่ร่างกายขาดกรดโฟลิค จะส่วนผลให้ร่างกายเกิดอาการต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงรูปเซลล์ของร่างกายที่ไม่ปกติ  รวมทั้งอาจเป็นสาเหตุในการเกิดมะเร็งมดลูก
อาหารที่มีโฟเลตอยู่มาก ได้แก่ ยีสต์ เครื่องในเนื้อสัตว์ (meat) น้ำนม (milkถั่วเมล็ดแห้ง หน่อไม้ เห็ด (mushroom) และผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บรอกโคลี และพบในน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม (orange juice)
ปริมาณที่ควรได้รับวันละ 300-600 ไมโครกรัม
ภาวะการขาด ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ผิวหนังอักเสบ การเจริญเติบโตช้า ลิ้นและปากอักเสบ ท้องเดิน สตรีตั้งครรภ์ถ้าขาดโฟลิก อาจมีผลให้ทารกที่เกิดมี neural tube defect เช่น กระดูกสันหลังโหว่
ไบโอติน (Biotin)  เป็นวิตามินที่มีส่วนสำคัญต่อกระบวนการต่าง ๆ  ของร่างกาย ช่วยในกระบวนการสร้างและย่อยสลายไขมัน  กรดอมิโน และคาร์โบไฮเดรต ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง บำรุงเส้นผม และเล็บให้สมบูรณ์  

แหล่งของไบโอติน (biotin) ในอาหาร

ไบโอตินพบได้ในอาหารหลายประเภท แต่มักจะพบในปริมาณที่น้อยกว่าวิตามินที่ละลายได้ในน้ำชนิดอื่นๆ 
อาการที่เรามักพบเสมอในผู้ที่มีอาการขาดวิตามินไบโอติน มีดังต่อไปนี้

1. หมดเรี่ยวแรง (fatigue) และอาจมีอาการของการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ (muscle pain)
2. มีอาการคลื่นไส้อาเจียน (nausea) หรือความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร (loss of appetite)
3. มีอาการทางระบบประสาท เช่น อาการนอนไม่หลับ (insomnia) ภาวะซึมเศร้า (depression) ประสาทหลอน 
4. เกิดความบกพร่องของระบบผิวพรรณ เช่น มีอาการผิวแห้ง (dry skin) เป็นผื่นคัน โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา 
5 อาการผมร่วง (hair loss)
6. ระบบการเผาผลาญไขมันเกิดความบกพร่อง ส่งผลให้ไขมัน คอเลสเตอรอลในเลือดสูง (increase in cholesterol) 


วิตามินที่ละลายได้ในน้ำควรจะรับประทานเสริมเป็นประจำ เนื่องจากถูกร่างกายจำกัดออกภายใน 4 วัน  โดยเฉพาะวิตามิน บี12 จะถูกกำจัดออกจากร่างกายได้รวดเร็วมาก แต่ในกรณีของวิตามินที่สามารถละลายได้ในไขมัน สามารถสะสมได้ในเนื้อเยื่อ ไขมัน และตับ  ทำให้อยู่ในร่างกายได้นานขึ้น

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

Collagen + vitamin C ครบเครื่องสุขภาพผิว ผม เล็บ กระดูก



COLLAGEN +C - 6,000MG - 120 TABLETS






คอลลาเจนสำคัญอย่างไรกับร่างกาย
  • คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ และเป็นส่วนประกอบสำคัญที่มีปริมาณถึง 33 % ของโปรตีนในร่างกาย
  • คอลลาเจนเป็นโปรตีนหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบหลักของผิว โดยเฉพาะชั้นหนังแท้มีคอลลาเจนถึง 75 %  ช่วยให้ผิวหนังสดใสเต่งตึง ชุ่มชื้น 
  • คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มกระดูก เอ็นหุ้มข้อต่อ ช่วยเชื่อมต่ออวัยวะสำคัญ
  • คอลลาเจนมีมากว่า 20 ชนิด มีโครงสร้างหลักเป็นโปรตีนเชิงซ้อน มีชนิดและขนาดแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอวัยวะต่าง ๆ  
Type ของคอลลาเจน
Type 1  พบบริเวณ กระดูก เอ็น กระดูกอ่อน ผิว เยื่อบุตา เป็น Type ที่พบมากที่สุดในร่างกาย
Type 2  พบบริเวณ หมอนรองกระดูก กระดูกอ่อน  
Type 3  พบบริเวณเยื่อบุเมนเบรน

สำหรับคอลลาเจนที่ผิว มีคุณสมบัติยืดหยุ่นได้สูง และอุ้มน้ำได้ดี จึงทำให้ผิดชุ่มชื่น มีความยืดหยุ่น และเป็นตัวช่วยควบคุมในการสร้างโปรตีนอื่น ๆ ในผิว  ทำให้กลไกในการซ่อมแซมผิวดีขึ้น ทำให้ผิวอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ แต่เมื่ออายุมากขึ้น การสร้างคอลลาเจนตามธรรามชาติจะลดลงและทำให้ความสามารถในการอุ้มน้ำใต้ผิวลดลง จึงทำให้ผิวแห้ง  และเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น

ด้วยสภาพแวดล้อมและการใช้ชีวิตประจำวัน การยิ้ม ขมวดคิ้ว หรี่ตา หรือความเครียดเป็นปัจจัยที่ทำให้คอลลาเจนใต้ผิวหนังเสื่อมสภาพลง คอลลาเจนจะเริ่มเสื่อมลงเมื่ออายุ 30 ปี ขึ้นไป เสื่อมปีละ 1.5  % ตามวัยและอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะในเพศหญิงจะเสื่อมเร็วกว่าเพศชาย คลอลาเจน Type 1 และ Type 3 ส่วนใหญ่อยู่ในเนื้อสัตว์ ส่วน คอลลาเจน Type 2 จะอยู่ในกระดูอ่อนของสัตว์ ซึ่งสามารถนำมาสกัดและทำเป็นคลอลาเจนได้ 








แคลเซียมป้องกันกระดูกพรุน

Calcium Magnesium Zinc 
  • Supports Bone Health*
  • Also contains Vitamin D3 to help support immune health.*
  • Over 100% Daily Value of Vitamin D3◊*


อ้างอิง  :  ข้อมูลบางส่วนจากนิตยสาร ′ฉลาดซื้อ′ - Hotline สายสุขภาพ - สุขใจใกล้หมอ
100 Coated Tablets 







ความสำคัญของแคลเซียม

ร่างกายคนเรามีกระดูก 206 ชิ้น กระดูกถือเป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย เป็นแหล่งรวมแคลเซียม ซึ่งระบบการทำงานของเซลล์ เส้นเลือด และระระบบประสาทต้องใช้แคลเซียมเป็นหลัก  โดยมีกระดูกเป็นแหล่งสะสมแคลเซียมและคอยปล่อยสารแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายเมื่อคราวจำเป็น กระดูกเป็นที่สร้างเม็ดเลือด  และไขกระดูกเป็นที่เก็บ Stem cell หลัก  แคลเซียมจึงมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทและการหดตัวของกล้ามเนื้อ  มีความจำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือดเมื่อมีบาดแผล  มีหน้าที่ในการดูดซึม การเก็บรักษา และช่วยการเผาผลาญวิตามินเอ ซี ดี อี ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียมอีกด้วย

Calcium "แคลเซียม" ในร่างกาย
แคลเซียมเป็นธาตุที่พบมากที่สุดในทุกส่วนของร่างกาย และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระดูกและฟัน หน้าที่หลักของแคลเซียม เป็นโครงสร้างของกระดูกและฟัน โดย 99 % ของแคลเซียมนั้นจะพบในกระดูกและฟัน ในเด็กแรกเกิดจะมีปริมาณแคลเซียมเฉลี่ย 28 - 30 กรัม ส่วนผู้ใหญ่จะมีปริมาณแคลเซียมอยู่ระหว่าง 1.5 - 2 % ของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 900 -1,000 กรัม กระดูกของผู้ชายในวัยเจริญพันธุ์ ประกอบด้วยแคลเซียมประมาณ 1.2 กิโลกรัม  

โรคกระดูกพรุนเกิดขึ้นได้อย่างไร
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญ หากผู้สูงอายุหรือสตรีใกล้หมดประจำเดือนขาดแคลเซียม หรือประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมลดลง อาจนำไปสู่โรคกระดูกพรุน กระดูกเปราะ และกระดูกหักง่ายได้  ดังนั้นแคลเซียมจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย ร่างกายจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมในรูปแบบของการสะสมแคลเซียม หากได้รับแคลเซียมมากเกินไปในคราวเดียวก็จะถูกขับถ่ายออกไป ช่วงอายุประมาณ 24 - 30 ปี เป็นช่วงที่มีความหนาแน่นกระดูกสูงสุด และหลังจากนั้นกระดูกจะบางลง 0.3 - 0.5 % ต่อปี  กรณีกระดูกพรุนจะเกิดเมื่อกระดูกบางลง 30 %  โดยบางลงตามระยะเวลาใช้เวลา 60 ปี  (ตั้งแต่ช่วงอายุ 30 ปี - 90 ปี)  ดังนั้นกระดูกพรุนจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 90 ปี  แต่สตรีวัยหมดประจำเดือนจะมีอัตราเร่งสลายของมวลกระดูก 3 - 5 % ต่อปี  ซึ่งใช้เวลาเพียง 6 ปี ก็จะเกิดภาวะกระดูกพรุน  เพื่อเป็นการป้องกันโรคกระดูกพรุน จึงควรสะสมแคลเซียม และออกกำลังกายตั้งแต่แรก  อาหารที่มีแคลเซียม   แคลเซียมมีการดูดซึมที่แตกต่างกัน มีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้ 
แคลเซียมคาร์บอเนต สามารถดูดซึมได้ 10 %
แคลเซียมซิเทรต สามารถดูดซึมได้ 50 %
แคลเซียมทรีโอเนต สารมารถดูดซึมได้ 90 %
      แคลเซียมเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต  ฟัน กระดูก เส้นผม ผิวหนังเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่ไม่สามารถขาดแคลเซียมได้  ส่วนใหญ่ในชิวิตประจำวันคนเรารับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอ  ซึ่งอาหารการกินมีสิ่งอื่นตามมาด้วย 

เราควรรับประทานแคลเซียมเท่าไหร่ต่อวัน ?
ช่วงอายุน้อยกว่า 40 ปี  ควรรับประทานแคลเซียมปริมาณ 800 มล. หรือเทียบกับการดื่มนม 3 - 4 แก้วต่อวัน
ช่วงวัยทอง หรืออายุ 50 ปี ควรรับประทานแคลเซียมปริมาณ 1,000 มล. หรือเทียบกับการดื่มนม 4 - 5 แก้วต่อวัน
สตรีตั้งครรภ์ และสตรีให้นมบุตร หรือช่วงอายุ 60 ปี ขึ้นไป ควรทานแคลเซียม 1,200  มก. หรือการดื่มนม 6 – 7 แก้วต่อวัน 
     ทั้งนี้ เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมควรได้รับแคลเซียมไปพร้อมกับ “วิตามินดี” ประมาณวันละ 400 - 800 IU ในทุกกลุ่มอายุ  

     ถ้าร่างกายขาดแคลเซียมจะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก ส่วนในผู้ใหญ่จะเกิดภาวะกระดูกเสื่อม โรคกระดูกพรุน ภาวะกระดูกเสื่อมเกิดจากร่างกายขาดแคลเซียมหรือได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง เป็นผลให้กระดูกแตกหรือหักง่าย ภาวะกระดูกเสื่อมจะเกิดขึ้นเมื่อใดขึ้นกับปัจจัยของแต่ละบุคคล โดยปกติจะเกิดขึ้นหลังจากอายุ 35-40 ปี โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนเนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนการรับประทานแคลเซียมเสริมที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป จึงไม่ควรรับประทานมื้อเดียวกับน้ำนม เสริมแคลเซียม   ควรต้องรับประทานแยกกับน้ำนมคนละมื้อ ไม่ควรอยู่ในมื้อเดียวกัน


Colostrum น้ำนมเหลือง

เมื่อพูดถึงนมที่มีคุณภาพ ที่เป็นที่นิยมกันมากทั่วโลก  คงต้องนำเสนอ Colostrum "โคลอสตรัม"  หรือ น้ำนมเหลือง  เป็นน้ำนมสีเหลื...