Calcium Magnesium Zinc
- Supports Bone Health*
- Also contains Vitamin D3 to help support immune health.*
- Over 100% Daily Value of Vitamin D3◊*
อ้างอิง : ข้อมูลบางส่วนจากนิตยสาร ′ฉลาดซื้อ′ - Hotline สายสุขภาพ - สุขใจใกล้หมอ
100 Coated Tablets
ความสำคัญของแคลเซียม
ร่างกายคนเรามีกระดูก 206 ชิ้น กระดูกถือเป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย เป็นแหล่งรวมแคลเซียม
ซึ่งระบบการทำงานของเซลล์ เส้นเลือด และระระบบประสาทต้องใช้แคลเซียมเป็นหลัก
โดยมีกระดูกเป็นแหล่งสะสมแคลเซียมและคอยปล่อยสารแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายเมื่อคราวจำเป็น
กระดูกเป็นที่สร้างเม็ดเลือด และไขกระดูกเป็นที่เก็บ Stem cell หลัก แคลเซียมจึงมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทและการหดตัวของกล้ามเนื้อ
มีความจำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือดเมื่อมีบาดแผล มีหน้าที่ในการดูดซึม
การเก็บรักษา และช่วยการเผาผลาญวิตามินเอ ซี ดี อี ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียมอีกด้วย
Calcium "แคลเซียม" ในร่างกาย
แคลเซียมเป็นธาตุที่พบมากที่สุดในทุกส่วนของร่างกาย
และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระดูกและฟัน หน้าที่หลักของแคลเซียม
เป็นโครงสร้างของกระดูกและฟัน โดย 99 % ของแคลเซียมนั้นจะพบในกระดูกและฟัน ในเด็กแรกเกิดจะมีปริมาณแคลเซียมเฉลี่ย 28
- 30 กรัม ส่วนผู้ใหญ่จะมีปริมาณแคลเซียมอยู่ระหว่าง 1.5 - 2
% ของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 900 -1,000 กรัม
กระดูกของผู้ชายในวัยเจริญพันธุ์ ประกอบด้วยแคลเซียมประมาณ 1.2 กิโลกรัม
โรคกระดูกพรุนเกิดขึ้นได้อย่างไร
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญ
หากผู้สูงอายุหรือสตรีใกล้หมดประจำเดือนขาดแคลเซียม
หรือประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมลดลง อาจนำไปสู่โรคกระดูกพรุน กระดูกเปราะ
และกระดูกหักง่ายได้ ดังนั้นแคลเซียมจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย
ร่างกายจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมในรูปแบบของการสะสมแคลเซียม
หากได้รับแคลเซียมมากเกินไปในคราวเดียวก็จะถูกขับถ่ายออกไป ช่วงอายุประมาณ 24 - 30
ปี เป็นช่วงที่มีความหนาแน่นกระดูกสูงสุด และหลังจากนั้นกระดูกจะบางลง 0.3 - 0.5 % ต่อปี กรณีกระดูกพรุนจะเกิดเมื่อกระดูกบางลง
30 % โดยบางลงตามระยะเวลาใช้เวลา 60 ปี (ตั้งแต่ช่วงอายุ 30 ปี - 90
ปี) ดังนั้นกระดูกพรุนจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 90 ปี
แต่สตรีวัยหมดประจำเดือนจะมีอัตราเร่งสลายของมวลกระดูก 3 - 5 % ต่อปี
ซึ่งใช้เวลาเพียง
6 ปี ก็จะเกิดภาวะกระดูกพรุน เพื่อเป็นการป้องกันโรคกระดูกพรุน
จึงควรสะสมแคลเซียม และออกกำลังกายตั้งแต่แรก อาหารที่มีแคลเซียม แคลเซียมมีการดูดซึมที่แตกต่างกัน
มีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้
แคลเซียมคาร์บอเนต สามารถดูดซึมได้ 10 %
แคลเซียมซิเทรต สามารถดูดซึมได้ 50 %
แคลเซียมทรีโอเนต สารมารถดูดซึมได้ 90 %
แคลเซียมเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ฟัน กระดูก
เส้นผม ผิวหนังเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่ไม่สามารถขาดแคลเซียมได้ ส่วนใหญ่ในชิวิตประจำวันคนเรารับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอ ซึ่งอาหารการกินมีสิ่งอื่นตามมาด้วย
เราควรรับประทานแคลเซียมเท่าไหร่ต่อวัน ?
ช่วงอายุน้อยกว่า 40 ปี ควรรับประทานแคลเซียมปริมาณ
800 มล. หรือเทียบกับการดื่มนม 3 - 4 แก้วต่อวัน
ช่วงวัยทอง หรืออายุ 50 ปี ควรรับประทานแคลเซียมปริมาณ 1,000 มล.
หรือเทียบกับการดื่มนม 4 - 5 แก้วต่อวัน
สตรีตั้งครรภ์ และสตรีให้นมบุตร หรือช่วงอายุ 60 ปี ขึ้นไป
ควรทานแคลเซียม 1,200 มก. หรือการดื่มนม 6 – 7 แก้วต่อวัน
ทั้งนี้
เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมควรได้รับแคลเซียมไปพร้อมกับ “วิตามินดี”
ประมาณวันละ 400 - 800 IU ในทุกกลุ่มอายุ
ถ้าร่างกายขาดแคลเซียมจะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก
ส่วนในผู้ใหญ่จะเกิดภาวะกระดูกเสื่อม โรคกระดูกพรุน
ภาวะกระดูกเสื่อมเกิดจากร่างกายขาดแคลเซียมหรือได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ
ทำให้ร่างกายต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง
เป็นผลให้กระดูกแตกหรือหักง่าย
ภาวะกระดูกเสื่อมจะเกิดขึ้นเมื่อใดขึ้นกับปัจจัยของแต่ละบุคคล โดยปกติจะเกิดขึ้นหลังจากอายุ 35-40 ปี
โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนเนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนการรับประทานแคลเซียมเสริมที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป
จึงไม่ควรรับประทานมื้อเดียวกับน้ำนม เสริมแคลเซียม ควรต้องรับประทานแยกกับน้ำนมคนละมื้อ
ไม่ควรอยู่ในมื้อเดียวกัน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น